ดาราศาสตร์กับการพัฒนาประเทศ บนเส้นทาง ASTRONOMY+ บทบาทและวิสัยทัศน์ ผอ. NARIT ดร.วิภู รุโจปการ

         สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ “ASTRONOMY+” นำองค์ความรู้และเทคโนโลยีดาราศาสตร์มาต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์จริง สนับสนุนการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และกำลังคน พร้อมรับมือความท้าทายในโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืน

         ท่ามกลางโลกที่เทคโนโลยีก้าวหน้าและความท้าทายทวีความซับซ้อน “ดาราศาสตร์” ของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจากการมองไกลสู่ห้วงอวกาศ มาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ตอบโจทย์สังคมจริง งาน NARIT Open Talk 2026: Vision in Action ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ ASTRONOMY+ จึงไม่ใช่เพียงเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่คือจุดเริ่มต้นของวิสัยทัศน์ใหม่ ภายใต้การนำของ ดร.วิภู รุโจปการ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) หรือ NARIT ที่มองดวงดาวเป็นโจทย์ท้าทายในการยกระดับขีดความสามารถของประเทศ และเปลี่ยนองค์ความรู้จากท้องฟ้าให้กลายเป็นคำตอบของการพัฒนาอนาคตชาติอย่างเป็นรูปธรรม

NARIT Open Talk 2026

 NARIT Open Talk 2026
: Vision in Action

ทำความรู้จัก “ผอ. วิภู รุโจปการ” กับแนวคิดดาราศาสตร์ที่สร้างคนและอนาคตประเทศ

         ภายในพื้นที่ที่รายล้อมด้วยอุปกรณ์วิจัยไฮเทค ดร.วิภู รุโจปการ ปรากฏตัวในบทบาทผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ด้วยท่าทีเรียบง่าย หากแต่สะท้อนซึ่งวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน สำหรับเขา…ดาราศาสตร์ไม่ได้เป็นเพียงศาสตร์ว่าด้วยดวงดาว หากคือความท้าทายที่ตั้งใจเลือก เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยต้องพัฒนาขีดความสามารถของตนเองอย่างแท้จริง

NARIT Open Talk 2026

ดร.วิภู รุโจปการ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (NARIT) 

         เมื่อถูกถามว่าทำไมประเทศไทยต้องลงทุนกับดาราศาสตร์ ? ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องไกลตัวและใช้ทรัพยากรสูง ดร.วิภู อธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า “เราเลือกทำดาราศาสตร์ เพราะมันเป็นโจทย์ที่ยาก อุปกรณ์ที่ใช้ทำวิจัยมันไม่มีขายในท้องตลาด มันบังคับให้เราต้องสร้างความสามารถของตัวเอง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานไปจนถึงการดูแลและพัฒนาต่อเนื่อง”

         และเขายอมรับว่า ความยากไม่ใช่อุปสรรค แต่คือกลไกการเรียนรู้ ดาราศาสตร์จึงทำหน้าที่เสมือน “ดาวเหนือ” ที่บีบให้ประเทศต้องยกระดับทั้งคน ระบบ และเทคโนโลยี เมื่อสามารถแก้โจทย์ที่ซับซ้อนได้ องค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นย่อมไม่หยุดอยู่แค่ในห้องแล็บ หากพร้อมต่อยอดไปสู่การใช้งานจริงในหลากหลายมิติของสังคม

NARIT Open Talk 2026

         “ดาราศาสตร์ไม่ใช่แค่การมองฟ้า แต่เป็นเครื่องมือพัฒนาคน และสร้างขีดความสามารถให้ประเทศในระยะยาว” สำหรับผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติคนปัจจุบัน ดวงดาวอาจอยู่ไกล แต่ “โจทย์” ที่ได้จากดวงดาวกำลังถูกนำมาใช้เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างอนาคตของประเทศไทย ให้พร้อมรับมือกับโลกที่ซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้นในทุกวัน

MATCH ภารกิจประวัติศาสตร์

         ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญอีกครั้ง เมื่ออุปกรณ์วิทยาศาสตร์ฝีมือคนไทยกำลังจะถูกส่งไปปฏิบัติภารกิจไกลถึงวงโคจรของดวงจันทร์ ภายใต้ชื่อ “MATCH” หรือ Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope หนึ่งในไฮไลต์ที่สะท้อนวิสัยทัศน์และศักยภาพของวงการดาราศาสตร์ไทยได้ชัดเจนที่สุด บนเวที NARIT Open Talk 2026

         “จากนี้ไป เวลาเรามองดวงจันทร์ ภาพที่เราเห็นจะไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว เพราะมีอุปกรณ์ของไทยโคจรอยู่รอบ ๆ และมีลายนิ้วมือคนไทยติดไปกับยานโคจรดวงจันทร์ด้วย” สำหรับ ดร.วิภู ภารกิจ MATCH ไม่ได้เป็นเพียงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ แต่คือภาพแทนของการที่คนไทยกำลังก้าวออกไปยืนอยู่บนเวทีอวกาศระดับโลกด้วยความสามารถของตนเอง
NARIT Open Talk 2026

         โดยอุปกรณ์ MATCH เริ่มต้นจากพื้นที่วิจัยของคนไทยที่อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ก่อนจะถูกส่งไปประกอบกับยานแม่ที่กรุงปักกิ่ง ตัวอุปกรณ์ถูกออกแบบด้วยวัสดุแมกนีเซียมกว่า 92% เพื่อให้มีน้ำหนักเบาและเหมาะกับภารกิจอวกาศ มีเป้าหมายเดินทางไปพร้อมกับยานฉางเอ๋อ-7 (Chang’e-7) ของประเทศจีน เพื่อตรวจวัดรังสีคอสมิกและอนุภาคพลังงานสูงจากพายุสุริยะ ซึ่งจำเป็นต้องเก็บข้อมูลจากวงโคจรดวงจันทร์ เนื่องจากสนามแม่เหล็กของโลกทำให้การวัดใกล้โลกไม่สะท้อนสภาพจริง ทีมวิจัยจึงออกแบบตัวตรวจจับให้เอียงราว -30 องศา เพื่อเก็บข้อมูลจากพื้นผิวดวงจันทร์และอวกาศพร้อมกัน ท่ามกลางความท้าทายของสภาพแวดล้อมสุดขั้ว ที่อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงตั้งแต่เกือบ 200 องศาเซลเซียส ไปจนถึงติดลบกว่า 150 องศาเซลเซียส ในแต่ละรอบการโคจร
NARIT Open Talk 2026

MATCH (Moon Aiming Thai-Chinese Hodoscope)
อุปกรณ์ตรวจวัดรังสีคอสมิกฝีมือคนไทย ที่จะร่วมภารกิจโคจรรอบดวงจันทร์กับยานฉางเอ๋อ-7

         “ถ้าบริหารจัดการพลังงานและความร้อนไม่ดี อิเล็กทรอนิกส์ข้างในอาจเสียหายทันที” ดร.วิภู กล่าวถึงโจทย์วิศวกรรมที่ทีมไทยต้องออกแบบทุกระบบให้ทำงานได้อย่างเสถียรในสภาวะที่ท้าทายที่สุด

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเป็นมากกว่าสถาบันวิจัย แต่คือแพลตฟอร์มในการพัฒนากำลังคน เทคโนโลยีขั้นสูง และงานวิจัยระดับแนวหน้าของโลก (Frontier Research) ที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้จากท้องฟ้าเข้ากับโจทย์ของประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

ดร.วิภู รุโจปการ

ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ NARIT 

         สำหรับหมุดหมายสำคัญของภารกิจนี้ คือ การส่งยานมีกำหนดในช่วงวันที่ 10-20 สิงหาคม 2569 และคาดว่าจะได้รับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ชุดแรกกลับมายังประเทศไทยในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน ภารกิจ MATCH จึงไม่ใช่เพียงการส่งอุปกรณ์ขึ้นสู่อวกาศ แต่คือการพิสูจน์ว่าคนไทยสามารถสร้างเทคโนโลยีระดับอวกาศได้ด้วยตนเอง และสะท้อนวิสัยทัศน์ที่มองดาราศาสตร์เป็นพื้นที่สร้างคน สร้างองค์ความรู้ และต่อยอดสู่อนาคตประเทศ ในวันที่ดวงจันทร์ไม่ใช่แค่วัตถุบนท้องฟ้า แต่เป็นเวทีที่ลายนิ้วมือของคนไทยได้ทิ้งร่องรอยไว้แล้วอย่างภาคภูมิ

ดาราศาสตร์ : อาวุธลับแก้ปัญหา PM 2.5

         ท่ามกลางวิกฤต PM2.5 ที่กลับมาเป็นโจทย์ซ้ำทุกปี สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติกำลังทำให้ดาราศาสตร์กลายเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในนวัตกรรมสำคัญ คือ สเปกโตรกราฟบินได้ ที่ติดตั้งบนโดรน เพื่อวัดก๊าซสารตั้งต้นของ PM2.5 ในระดับพื้นที่จริง แตกต่างจากข้อมูลดาวเทียมที่มีความละเอียดจำกัด เทคโนโลยีนี้ทำให้สามารถระบุแหล่งกำเนิดมลพิษได้ถึงระดับถนนและสี่แยก ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการออกแบบมาตรการควบคุมมลพิษที่ตรงจุด
NARIT Open Talk 2026

         ควบคู่กันนั้นยังใช้เครื่อง ACSM วิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นแบบเรียลไทม์ เพื่อแยกแยะว่าฝุ่นเกิดจากแหล่งในพื้นที่ การขนส่งข้ามแดน หรือปฏิกิริยาเคมีในชั้นบรรยากาศ ซึ่งช่วยให้รัฐเข้าใจโครงสร้างปัญหา PM2.5 อย่างรอบด้าน รวมถึงข้อมูลเชิงประจักษ์เหล่านี้ยังสะท้อนพฤติกรรมของเมืองอย่างชัดเจน เช่น ช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการจราจรลดลง ค่า PM2.5 ก็ลดลงตามไปด้วย

NARIT Open Talk 2026

ข้อมูลจากเครื่อง ACSM แสดงองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่น PM2.5 แบบเรียลไทม์

         ที่สำคัญ สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ ย้ำว่า ข้อมูลทั้งหมดจะถูกเปิดเป็น Open Data เพื่อให้หน่วยงานรัฐ นักวิจัย และภาคนโยบาย สามารถนำไปใช้ต่อยอดได้อย่างอิสระ จากศาสตร์ที่ใช้มองจักรวาล ดาราศาสตร์กำลังถูกแปลงบทบาทให้เป็นฐานข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อการจัดการอากาศสะอาดอย่างแม่นยำและยั่งยืน และสะท้อนภาพการใช้วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง

ระบบเตือนภัยแผ่นดินไหวฝีมือคนไทย

         ในยุคที่ภัยพิบัติทางธรรมชาติเข้ามาใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น “เวลา” กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเอาชีวิตรอด ที่งาน NARIT Open Talk 2026 ได้เผยหนึ่งในนวัตกรรม Quick Win สำคัญ นั่นคือ ระบบตรวจวัดและเตือนภัยแผ่นดินไหว พัฒนาขึ้นโดยฝีมือคนไทยทั้งหมด ระบบนี้เริ่มต้นจากความจำเป็นในการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานด้านดาราศาสตร์ที่มีมูลค่าสูง เช่น กล้องโทรทรรศน์วิทยุขนาด 40 เมตร ที่ต้องเข้าสู่ตำแหน่งปลอดภัยทันทีเมื่อเกิดแรงสั่นสะเทือน การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศมีต้นทุนสูงเกินกว่าจะขยายใช้ทั่วประเทศ ทีมวิจัยจึงสร้างระบบเอง ตั้งแต่ฮาร์ดแวร์ แผงวงจร จนถึงซอฟต์แวร์แบบ Open Source เพื่อควบคุมต้นทุน ดูแล และพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว
NARIT Open Talk 2026

คุณกิติภูมิ กาญจนา
วิศวกร สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

         “ถ้าเราต้องติดตั้งเป็นร้อยจุดแล้วไปซื้อจากต่างประเทศ เราไม่มีงบประมาณพอ แต่ถ้าเราทำเองได้ ค่าดูแล การพัฒนาซอฟต์แวร์ เราก็ทำเองได้ต่อเนื่อง และมั่นใจว่าสัญญาณจะอยู่กับคนไทยไปเรื่อย ๆ” หนึ่งในทีมพัฒนาระบบอธิบาย ทั้งนี้ มีเป้าหมายขยายเครือข่ายสถานีตรวจวัดจากราว 80 จุดในปัจจุบัน ไปสู่ระดับ 200-500 สถานี เพื่อให้ระบบมีความละเอียดและรวดเร็วเพียงพอสำหรับการเตือนภัยล่วงหน้า โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงอย่างกรุงเทพฯ และภาคกลาง
NARIT Open Talk 2026

         ปัจจุบัน ระบบตรวจวัดแผ่นดินไหวของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ เริ่มใช้งานจริงแล้วในพื้นที่นำร่อง 3 แห่ง ได้แก่ ดอยสะเก็ด จังหวัดเชียงใหม่, มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และกล้องโทรทรรศน์บนดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยส่งข้อมูลเรียลไทม์เพื่อทดสอบความเสถียรของระบบ เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงช่วยเตือนภัย แต่ยังต่อยอดได้หลากหลาย เช่น ติดตั้งในอาคารสูงเพื่อเก็บข้อมูลการสั่นไหว ใช้ด้านความมั่นคง หรือออกแบบโครงสร้างอาคารให้ปลอดภัยขึ้น การลงทุนในความรู้และขีดความสามารถของคนไทยจึงช่วยปกป้องทรัพย์สิน และ “ซื้อเวลา” เพื่อรักษาชีวิต ได้อย่างแท้จริง

โบราณดาราศาสตร์

         คนส่วนใหญ่เข้าใจว่าดาราศาสตร์เป็นเรื่องของอนาคตหรือการสำรวจอวกาศ แต่สำหรับ อ.อรพิน ริยาพร้าว หัวหน้ากลุ่มวิจัยโบราณดาราศาสตร์ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า ดวงดาวกลับเป็นกุญแจไขความลับของผังเมืองและโบราณสถานอย่างมีนัยสำคัญ หนึ่งในการค้นพบที่น่าทึ่ง คือ ผังเมืองเชียงใหม่ไม่ได้วางตามทิศตะวันออกตรง แต่เอียงประมาณ 2.5 องศา ซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดของช่างโบราณแต่อย่างใด การเอียงนี้สัมพันธ์กับดาวไถ (Orion’s Belt) อักทั้งยังช่วยเรื่องสุขอนามัย แสงแดดส่องเฉียงฆ่าเชื้อโรค และลมจากดอยสุเทพพัดเอาเชื้อออกจากเมืองได้ดีกว่าผังตรง
NARIT Open Talk 2026

อาจารย์อรพิน ริยาพร้าว
หัวหน้ากลุ่มวิจัยโบราณดาราศาสตร์ของ NARIT

         นอกจากนี้ อ.อรพิน ยังเผยว่า “การเลือกกลุ่มดาวอ้างอิงต่างกันตามนิกายและความสำคัญของวัด การสังเกตในวันวิษุวัต (Equinox) ยืนยันความตั้งใจในการวางผังเมือง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องความเชื่อ แต่คือ “Super Power” ของชุมชน ที่สร้างความหมายใหม่ให้พื้นที่ ให้ผู้คนเข้าใจว่าบรรพบุรุษเชื่ออะไร ทำไมสิ่งเหล่านั้นยังงดงามและศักดิ์สิทธิ์ ผังเมืองเชียงใหม่จึงเป็นบทเรียนที่บอกเล่าความเชื่อ ศิลปะ และวิถีชีวิตผ่านดวงดาวอย่างแท้จริง”

ดาราศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล

         ในงาน NARIT Open Talk 2026 มีการพูดถึงโครงการดาราศาสตร์เพื่อคนทั้งมวล (Astronomy for All) ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าความงดงามของเอกภพไม่ได้จำกัดอยู่แค่สายตา แต่สามารถเข้าถึงได้ผ่านการสัมผัส การฟัง “คนส่วนใหญ่คิดว่าเด็กตาบอดจะมองไม่เห็นเลย แต่จริง ๆ ประมาณ 70% ของเด็กตาบอดยังมองเห็นแสง บางคนสามารถเห็นหลุมบนดวงจันทร์หรือวงแหวนดาวเสาร์เป็นราง ๆ” คุณธนกฤต หนึ่งในทีมงาน ได้เล่าถึงการพัฒนาสื่อดาราศาสตร์สำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งหลายคนอาจคิดว่าพวกเขาไม่สามารถเข้าถึงดวงดาวได้เลย
NARIT Open Talk 2026

คุณธนกฤต สันติคุณาภรต์
หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์

NARIT Open Talk 2026

โมเดลดวงดาวและกลุ่มดาวที่ใช้ถ่ายทอดองค์ความรู้ดาราศาสตร์
เปิดโอกาสให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงจักรวาลผ่านการสัมผัส

         สำหรับเด็กที่มองไม่เห็น 100% ทีมงานได้สร้างโมเดลสัมผัส 3 มิติ ทั้งกลุ่มดาวในฤดูหนาว กาแล็กซีทางช้างเผือก และดาวเคราะห์เด่น เช่น ดาวพฤหัสบดีที่มีจุดแดงใหญ่ หรือดาวเสาร์ที่มีวงแหวน นอกจากนี้ยังร่วมมือกับโรงเรียนสอนคนหูหนวก ออกแบบ ภาษามือดาราศาสตร์ไทย ทำให้การเรียนรู้ดาราศาสตร์สมบูรณ์ขึ้น
NARIT Open Talk 2026

         นอกจากนี้ดาราศาสตร์ยังถูกต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ผ่านโครงการ Amazing Dark Sky in Thailand และการขึ้นทะเบียนเขตอนุรักษ์ท้องฟ้ามืด (Dark Sky Area Reserved) เพื่อดึงนักท่องเที่ยวมาสัมผัสท้องฟ้ามืดและสร้างรายได้ในพื้นที่ห่างไกล “มันเป็นการทำให้เม็ดเงินไปถึงจุดที่แสงไม่เคยเข้าถึง เช่น กิจกรรม Starry Night ในจังหวัดต่าง ๆ สร้างเงินสะพัดในค่ำคืนเดียว นี่คือการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ที่ปกติไม่มีใครไป สุดท้าย…หัวใจของโครงการนี้ คือการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง” ดร.วิภู รุโจปการ กล่าวทิ้งท้าย
NARIT Open Talk 2026

         NARIT Open Talk 2026 : Vision in Action ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ดาราศาสตร์ไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการสำรวจอวกาศ แต่กำลังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนวัตกรรม พัฒนากำลังคน และสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์สังคมในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ภารกิจอวกาศ การเตือนภัยพิบัติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงดาราศาสตร์ ไปจนถึงการยกระดับการเรียนรู้และเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งทั้งหมดสะท้อนบทบาทของดาราศาสตร์ในฐานะกลไกพัฒนาอนาคตประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมและผลงานด้านดาราศาสตร์และนวัตกรรมอื่น ๆ ของสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ narit.or.th หรือ เฟซบุ๊ก NARIT สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ

เรื่องน่าสนใจอื่นๆ
เรื่องที่คุณอาจสนใจ
ดาราศาสตร์กับการพัฒนาประเทศ บนเส้นทาง ASTRONOMY+ บทบาทและวิสัยทัศน์ ผอ. NARIT ดร.วิภู รุโจปการ อัปเดตล่าสุด 6 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 21:45:10
TOP